ผลสำรวจยูนิเซฟร่วมกับนิด้าเผย โรงเรียนในภาคใต้ตอนล่างจำนวนมากยังขาดความพร้อมรับมือภัยจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรม และระบบเตือนภัย ส่งผลให้เด็กหลายแสนคนเสี่ยงเผชิญการเรียนสะดุดซ้ำ หากไม่เร่งยกระดับนโยบายและการลงทุนด้าน “การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ”
จากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในหลายจังหวัดภาคใต้ที่ทำให้การเรียนการสอนต้องหยุดชะงัก ผลสำรวจล่าสุดของ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สะท้อนว่า ความเสียหายต่อโรงเรียนและการสูญเสียโอกาสทางการศึกษาของเด็กจำนวนมาก สามารถป้องกันหรือบรรเทาได้ หากมีการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสมล่วงหน้า
ผลสำรวจดังกล่าว ซึ่งจัดทำก่อนเกิดอุทกภัยครั้งล่าสุด พบว่าโรงเรียนในจังหวัด สงขลา ยะลา และนราธิวาส ต้องเผชิญพายุฝนตกหนักและน้ำท่วมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่โรงเรียนจำนวนมากยังขาดความพร้อมในการรับมือ ทั้งด้านสาธารณูปโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะน้ำดื่มสะอาด การคุ้มครองเด็ก การฝึกอบรมครู และความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องในภาวะฉุกเฉิน

น้ำท่วมกระทบการศึกษา เด็กเกือบ 1.5 แสนคนได้รับผลกระทบ
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่าอุทกภัยครั้งล่าสุดในภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเกือบ 148,000 คน ครู 8,290 คน และโรงเรียน 1,090 แห่ง ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ซึ่งหลายชุมชนกำลังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูที่อาจใช้เวลายาวนาน
การสำรวจหัวข้อ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ” จัดทำระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2568 เก็บข้อมูลจากโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนเฉพาะความพิการ 14 แห่ง ใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยสภาพอากาศในช่วงสามปีที่ผ่านมา

โรงเรียนชายแดนใต้สะท้อนปัญหาเดียวกัน: น้ำท่วมซ้ำ–เรียนสะดุดบ่อย
ผลสำรวจพบว่าโรงเรียนในทั้งสามจังหวัดมีแนวโน้มเผชิญปัญหาในทิศทางเดียวกัน ได้แก่
- สงขลา: โรงเรียนเกือบ 80% ระบุว่านักเรียนได้รับผลกระทบด้านการเข้าถึงสาธารณูปโภคและสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะน้ำดื่มและอาหารสะอาด
- ยะลา: โรงเรียนกว่า 3 ใน 4 แห่ง คาดว่าเด็กอาจเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพ การบาดเจ็บ หรือการสูญเสียชีวิตจากภัยพิบัติในอนาคต
- นราธิวาส: โรงเรียนกว่า 70% ประสบปัญหาอาคารเรียนเสียหาย การเข้าถึงสาธารณูปโภค และต้องหยุดการเรียนการสอนบ่อยครั้งจากน้ำท่วมและพายุรุนแรง

ขณะเดียวกัน ครูประมาณ ครึ่งหนึ่ง ระบุว่าไม่เคยได้รับการอบรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวมาก่อน นักเรียนจำนวนมากยังมีความรู้จำกัดเกี่ยวกับภาวะโลกรวนและการรับมือภัยพิบัติ
โรงเรียนเรียกร้องเร่งด่วน: อบรม–ระบบเตือนภัย–แผนรับมือ
โรงเรียนกว่า 3 ใน 4 แห่ง ในทั้งสามจังหวัดเห็นตรงกันว่า สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน ได้แก่
- การอบรมครูและนักเรียนด้านการรับมือภัยสภาพอากาศ
- ระบบเตือนภัยล่วงหน้า
- กิจกรรมและแผนเตรียมความพร้อมในโรงเรียน
ขณะเดียวกัน หลายโรงเรียนระบุว่าแทบไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอหลังเกิดภัยพิบัติในครั้งก่อน ๆ

เซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนความเปราะบางร่วมกันของเด็ก แม้บริบทแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน พร้อมย้ำว่า “การหยุดชะงักของการเรียนในหลายกรณีเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ หากเด็กได้รับการคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้น ทั้งด้านน้ำสะอาด อาหาร สุขอนามัย ห้องเรียนที่ปลอดภัย และการอบรมครู”
ยูนิเซฟเร่งช่วยเหลือ พร้อมดัน “การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ”
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม ยูนิเซฟได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นจัดส่งชุดสุขอนามัยและสิ่งของจำเป็นให้เด็กและครอบครัวเกือบ 18,000 คน ในสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมสนับสนุนสื่อการเรียนรู้และพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กยังสามารถเรียนรู้ต่อเนื่องได้ในภาวะวิกฤต

ในระยะยาว ยูนิเซฟกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันแนวคิด “การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Education)” มุ่งพัฒนาโรงเรียนให้มีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วในอนาคต
ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ในดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (CRI) ปี 2569 จากอันดับ 72 ในปี 2566 ขณะที่รายงานของยูนิเซฟระบุว่า เด็กไทยกว่า 10.8 ล้านคน กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงจากอุทกภัยและภัยแล้ง สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับความพร้อมของระบบการศึกษาให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไป

