ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จากแรงกดดันทั้งในประเทศและระดับสากล ทั้งกฎระเบียบด้านคาร์บอนและมาตรฐานการผลิตที่ไม่ทำลายป่า (EUDR) ส่งผลให้ ภาคป่าไม้และการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะกระทบต่อ 4 ปัจจัยเร่งด่วน:
1. ความผิดพลาด/ความสามารถในการปรับตัวที่ไม่เพียงพอ
2. ผลกระทบจะเกิดในระดับพื้นที่ ท้องถิ่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งแปรผันโดยตรงกับความรุนแรงของอุณหภูมิ
3. ความพยายามด้านการเงินและการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ยังไม่เพียงพอ
4. ความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ (โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง) คือแนวทางแก้ไข (Solution) ที่ต้องเร่งขยายผล (Scale)

ดร. พิรุณ ไสยสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการณ์พร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ สงครามการค้า และกฎระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน ซึ่งจะกระทบต่อประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ หากไม่มีความพร้อม
เรื่องเร่งด่วนทางธุรกิจของโลกในทศวรรษหน้า มีทั้งเรื่องของมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและรวดเร็ว และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพนี้ มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและเศรษฐกิจฐานรากมากที่สุด
ความพยายามภายใต้ความตกลงปารีส (เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส) ดูเป็นความหวังที่ริบหรี่ลงทุกที ในปี 2567 จนถึงเดือนมีนาคม 2568 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้สูงขึ้นไปที่ 1.75 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว

นอกจากนี้ กฎระเบียบที่สร้างความยั่งยืน กำลังกลายเป็นอุปสรรคหากประเทศไม่มีความพร้อม อย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism): การปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนในสินค้าหลายประเภท เช่น ปุ๋ย ไฟฟ้า ซีเมนต์ เหล็กกล้า ไฮโดรเจน และอะลูมิเนียม หากไม่พร้อมจะทำให้การส่งออกถูกกีดกันและเงินในประเทศไหลออก
EUDR (EU Deforestation Regulation) กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีเป้าหมาย เพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม โดยสินค้า 7 รายการหลักที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ปศุสัตว์ (เช่น เนื้อวัว), โกโก้, กาแฟ, น้ำมันปาล์ม, ยางพารา, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ คาดว่าจะเริ่มใช้จริงล่าช้าจากปี 2569 หรืออาจจะดีเลย์ออกไป
ผลกระทบจากกฎหมายเหล่านี้ เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก หากเศรษฐกิจฐานรากถูกกระทบ จะส่งผลต่อภาษีที่เข้ารัฐ และการกระจายเงินสู่ประชาชนก็จะลดลง

คาร์บอนเครดิตไทยภายใต้มาตรฐาน T-VER: ชุมชนคือกำลังหลัก
สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิต สิ่งที่ตลาดต้องการคือคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ Nature Based Solution Project หรือโครงการที่เชื่อมโยงธรรมชาติเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีราคาสูงที่สุด ราคาคาร์บอนเครดิตมีตั้งแต่ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงประมาณ 158 ดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดคาร์บอนในประเทศไทย ยังไม่ค่อยเดินหน้า ดร. พิรุณ ชี้ว่า ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจทั่วโลกจะไม่มีสภาพคล่องหรือราคาที่เดินหน้าได้ หากไม่มีภาคบังคับเข้ามาเชื่อมโยง
ประเทศไทยใช้มาตรฐานคาร์บอนเครดิตของตนเองภายใต้ชื่อ T-VER ซึ่งสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติ โดยลดภาระงบประมาณรัฐไปพร้อมกัน
• โครงการขึ้นทะเบียนแล้ว 138 โครงการ คิดเป็นคาร์บอนกว่า 900,000 ตัน
• โครงการที่ได้รับการรับรองแล้ว 17 โครงการ คิดเป็นกว่า 500,000 ตัน
• ที่สำคัญ 30% ของคาร์บอนเครดิตที่รับรองแล้วมาจาก “ป่าชุมชน” ซึ่งเท่ากับราว 200,000 ตัน
จำนวนป่าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากไม่ถึงหลักสิบสู่ปัจจุบันกว่า 117 ชุมชน สะท้อนศักยภาพของประชาชนฐานรากในการเป็นผู้ดูแลป่าอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) มีการออกมาตรฐานคาร์บอนเครดิต 2 แบบ คือ Standard T-VER และ Premium T-VER (เทียบเท่ามาตรฐานสากล) ความท้าทายของ Premium T-VER หากเปลี่ยนจาก Standard T-VER ไปเป็น Premium T-VER ปริมาณคาร์บอนที่รับรองได้จะลดลงอย่างมาก เช่น จาก 1,000 ตัน เหลือประมาณ 200 ตัน หรือน้อยกว่า ซึ่งจะทำให้มูลค่า (Value) ที่คืนสู่ประชาชนและชุมชนลดลงมาก ส่งผลต่อแรงจูงใจในการดูแลป่า
ข้อเสนอในร่าง พ.ร.บ.ฯ: ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ที่รอ ครม. พิจารณา) มีกลไกราคาคาร์บอนที่เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจไว้กับภาคบังคับ (ภาษีคาร์บอน, ETS)
อบก. มีแนวคิดที่จะเสนอให้ใช้ Standard T-VER เชื่อมกับภาคบังคับในประเทศได้ แม้ทั่วโลกอาจต้องการ Premium T-VER แต่กลไกภายในประเทศสามารถออกแบบให้ตรงกับความต้องการของไทยได้ วิธีนี้จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากภาคเอกชนไปสู่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการดูแลรักษาป่าของประเทศ คาดหวังว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะผ่านหลักการและสามารถนำมาใช้ได้ในช่วงปลายปี 2569 หรืออย่างช้าที่สุดคือ ปี 2570 พ.ร.บ. นี้เน้นการสร้างสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างภาคบังคับและการสนับสนุน โดยมีหัวใจสำคัญคือการนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนของประชาชน
กลไกสนับสนุนที่สำคัญ กฎหมายฉบับนี้จะสร้างความเป็นธรรมและทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ด้วยกลไกใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน คือ กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) และกลไกการเงินของคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ต้นทุนคาร์บอนเครดิตควรสะท้อนต้นทุนการดูแลรักษาและป้องกันป่าด้วย ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในการผลิตคาร์บอนเครดิตเท่านั้น
กลไกราคาคาร์บอนและการเชื่อมโยง กลไกสำคัญที่บรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือ กลไกราคาคาร์บอน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ ผูกโยงคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Credits) เข้ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นภาคบังคับ ผู้เสนอกฎหมายคาดหวังว่ากลไกนี้จะช่วยสร้างเส้นทาง (Pathway) และระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ในระยะยาว

ป่าไม้: กุญแจสู่การบรรลุ Net Zero
การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องพึ่ง การดูดกลับคาร์บอน (Greenhouse Gas Removal) ซึ่งป่าไม้เป็นหัวใจสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ป่าราว 102 ล้านไร่ หรือราว 31% ของประเทศ แม้จะมีการสูญเสียป่าประมาณ 32,000 ไร่ต่อปี แต่ไทยกำลังเร่งพลิกแนวโน้มให้เป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น
อีกเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย คือ การเลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ของประเทศ ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปี 2065 มาเป็น ปี 2050 ยิ่งเพิ่มความสำคัญของภาคป่าไม้ โดยต้องเพิ่มการดูดกลับของป่าไม้จากปัจจุบัน 92 ล้านตัน ให้ถึงประมาณ 118 ล้านตัน ในอนาคต
การปรับเปลี่ยนดังกล่าว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่ดูแลป่าชุมชน มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ปกป้องป่าและดูดกลับคาร์บอนนี้ ซึ่งคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการชดเชยดดยการซื้อสิทธิ์ หรือกลไกคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ

วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพและ “ช่องว่างทางการเงิน”
ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการเพิ่มปริมาณคาร์บอนเครดิต ที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้โลกจะลงทุนปีละกว่า 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีความต้องการเพิ่มอีกอย่างน้อย 700,000–824,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้การอนุรักษ์เกิดผลจริง
ในประเทศไทย:
• งบประมาณเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ ต่ำกว่า 1% ของงบประมาณประเทศ
• คิดเป็นเพียง 0.1% ของ GDP
• ขณะที่ประเทศพึ่งพารายได้จาก การท่องเที่ยวที่มาจากธรรมชาติถึง 18–20% ของ GDP
การลงทุนในธรรมชาติมีน้อย แต่ได้ประโยชน์จากธรรมชาติมาก นั่นคือภาพสะท้อนความย้อนแย้งที่ต้องเร่งแก้
หนึ่งในกรณีตัวอย่างเชิงพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จ “การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อชุมชน” คือ เกาะเต่า ซึ่งแก้เทศบัญญัติเพื่อจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมผู้มาเยือน 20 บาทต่อคน สำหรับดูแลขยะและแนวปะการัง พร้อมใช้ FinTech ระดมทุนชุมชน และจ้างงานกลุ่มเปราะบางในช่วงโควิด

ชุมชนใช้ป่าเป็นคลังเก็บคาร์บอน สร้างรายได้ยั่งยืน
การบริหารจัดการป่าไม้ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนา “คาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน” ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วย ดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ เพิ่มรายได้ และสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าอย่างยั่งยืน
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นผลชัดคือ โครงการพัฒนาดอยตุง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้พัฒนา โมเดลการฟื้นฟูป่าและการจัดการพื้นที่สีเขียว จนสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตและนำเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอน ได้สำเร็จ ช่วยให้ชุมชนในพื้นที่มีรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพาการทำลายป่าเหมือนในอดีต
การทำงานเริ่มจากการสำรวจพื้นที่ป่า ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมด้วยการปลูกและฟื้นระบบนิเวศตามธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์ เมื่อป่ามีความหลากหลายและเพิ่มปริมาณคาร์บอนที่สามารถดูดซับได้ จึงเข้าสู่กระบวนการ ตรวจวัด ประเมิน และขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ก่อนนำสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเห็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีทั้งบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงาน อาหาร อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจท่องเที่ยว เข้าร่วมซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามกรอบนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก
ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าชุมชนระบุว่า การพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศไม่เพียงช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่ยังสร้างวงจรเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีป่าเป็น “สินทรัพย์ทางธรรมชาติ” ที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์
ในอนาคต การขยายโมเดลแม่ฟ้าหลวงและป่าชุมชนในพื้นที่อื่นของประเทศ จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุน เป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยภายในปี 2065 พร้อมสร้างความสมดุลระหว่าง สิ่งแวดล้อม อาชีพ และคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น อย่างแท้จริง
วิธีเก็บคาร์บอนเครดิตป่า
วิธีการเก็บคาร์บอนเครดิตในป่า — ขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย (SEO: วิธีเก็บคาร์บอนเครดิต, คาร์บอนเครดิตป่าไม้)
- กำหนดเส้นฐาน (Baseline) — ประเมินสถานะการกดกักคาร์บอนก่อนเริ่มโครงการ เพื่อคำนวณปริมาณการลด/กักเก็บที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเทียบกับเส้นฐานเดิม (สำคัญต่อความชัดเจนทางการเงินและการตรวจสอบ).
- สำรวจและทำ inventory ทางชีวมิติ (Field inventory) — เก็บข้อมูลต้นไม้ พืชพรรณ ความหนาแน่น และชีวมวล ทั้งบนพื้นและใต้ดิน เพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บในหน่วย tCO₂e.
- ป้องกันและฟื้นฟู (Protection & Restoration) — หยุดการตัดไม้เผา ปลูกป่าเสริม และจัดการไฟป่า เพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว (มาตรการลดการตัดไม้และป้องกันการเสื่อมโทรมของป่า)
- การวัดและติดตาม (Monitoring) — ใช้การสำรวจภาคสนามร่วมกับเทคโนโลยีดาวเทียม/จีไอเอส (remote sensing/GISTDA) เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าและปริมาณคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง.
- ตรวจสอบรับรอง (Verification & Registration) — นำข้อมูลส่งให้หน่วยรับรอง (เช่น การลงทะเบียนภายใต้มาตรฐาน T-VER หรือกรอบ REDD+) เพื่อรับรองและออกคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้.
- การขายและการแบ่งผลประโยชน์ (Issuance, Sale & Benefit-sharing) — เมื่อได้รับการออกเครดิต จะมีการขายให้ภาคเอกชน/ตลาด และจัดการแบ่งรายได้ให้ชุมชนตามข้อตกลงเพื่อสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์ต่อเนื่อง.
อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของการวัด (measurement uncertainty) และความเสี่ยงจากการย้อนกลับ (reversal) เช่น ไฟป่า/การตัดไม้ ที่อาจทำให้ปริมาณคาร์บอนลดลงได้ — ต้องมีกลไกประกัน (buffer pools/insurance) และการติดตามระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการแบ่งผลประโยชน์ที่เป็นธรรม — ต้องชัดเจนในสัญญาและโปรเซส เพื่อไม่ให้ชุมชนได้รับผลกระทบหรือถูกเอาเปรียบ การเชื่อมต่อกับตลาดสากล — เครดิตที่ออกตามมาตรฐานในประเทศต้องมีคุณภาพและการตรวจสอบที่เทียบเคียงได้ หากจะขยายสู่ตลาดระหว่างประเทศ เสริมระบบมาตรฐานและการตรวจสอบให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและดาต้าโอเพ่น เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล

เทคโนโลยี-มาตรการที่ใช้จริง
การประเมินจีโอโค้ดและภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับการสำรวจภาคสนาม — ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ขณะที่การใช้กรอบ T-VER ของ TGO และแนวทาง P-REDD+ สำหรับโครงการป่าไม้ — ทำให้เครดิตมีมาตรฐานและเชื่อถือได้ในประเทศ
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเผยความคืบหน้าว่าโครงการ “Carbon Credit from Community Forests for Sustainability” เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2564–2565 และขยายครอบคลุมพื้นที่หลายแสนไร่ในชุมชนหลายร้อยแห่ง ล่าสุดมีการส่งมอบคาร์บอนเครดิตรวมกว่า 43,123 tCO₂e ให้แก่ 7 องค์กรเอกชน — ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 253,000 ไร่ และสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วกว่า 157 ล้านบาท นับเป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยในช่วงที่ผ่านมา
ทางออกไทยในโลกที่ร้อนขึ้น
ภายใต้อุณหภูมิโลกที่แตะ 1.75°C แล้ว เป้าหมาย 1.5°C อาจเหลือเวลาอีกไม่มาก
ประเทศไทยกำลังเร่งสร้าง ระบบนิเวศด้านคาร์บอน ป่าไม้ และการเงิน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจฐานรากเป็นผู้รับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว
หัวใจสำคัญคือ: ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน 66 ล้านคน
ประเทศไทยไม่อาจบรรลุความยั่งยืนได้ หาก “คนที่อยู่กับป่า” ไม่ได้ประโยชน์จากการรักษาป่า

