“ปลูกป่าได้คน ปลูกคนได้ป่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงสานต่อภารกิจสร้างป่าชุมชน สู่โมเดลคาร์บอนเครดิตและความยั่งยืนของประเทศ ย้ำผลตอบแทนจากการดูแลป่ามีมากกว่าคาร์บอน ภายใน 2-3 ปี “Biodiversity” จะกลายเป็นคำใหม่และคำใหญ่ในระดับโลกที่ มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญ พร้อมเตรียมขยายสู่การสร้าง Biodiversity Credit และสร้างป่าชายเลนต้นแบบ จังหวัดตรัง
ภายใต้เป้าหมาย “Net Zero 2050” ของประเทศไทย การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และการลดการปล่อยคาร์บอนกลายเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติ และหนึ่งในองค์กรที่ลงมือทำจริงในระดับพื้นที่คือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนำแนวคิด “ปลูกป่าได้คน ปลูกคนได้ป่า” มาสานต่อสู่โครงการ “ป่าชุมชนและคาร์บอนเครดิต” ที่ไม่เพียงคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ แต่ยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
4 เสาหลักแห่งการทำงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ หัวหน้าสายงานการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนโดยยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง ล่าสุดได้ปรับโครงสร้างใหม่เป็น 4 กลุ่มการดำเนินงานหลัก ได้แก่
1. โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Doi Tung Project): แก้ปัญหาความยากจน พัฒนาอาชีพ และฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม
2. แบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม (Doi Tung Brand): ต้นแบบของธุรกิจที่คืนกำไรให้สังคม
3. Knowledge-Based Solution: ถ่ายทอดองค์ความรู้จากดอยตุงสู่ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงกลไก Climate Finance
4. ที่ปรึกษาและความร่วมมือ: ร่วมมือกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนด้าน ESG และความยั่งยืน

“ปลูกป่า” สู่ “ปลูกเศรษฐกิจคาร์บอน”
โครงการป่าชุมชนและคาร์บอนเครดิต คือการต่อยอดจากแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม ที่เชื่อว่า “เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากการดูแลป่า ป่าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน”
ปัจจุบัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดำเนินโครงการครอบคลุม 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน ลำปาง และ ตาก รวมกว่า 250,000 ไร่ และมีชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 130,000 คน โดยได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนรวม 157 ล้านบาท แล้ว และกำลังเดินหน้าเข้าสู่ เฟสที่ 4
“เราไม่ได้รอให้ฝนตก แต่สร้างคลองส่งน้ำ”
คือคำอธิบายที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงใช้เปรียบโครงการนี้กับ “ระบบชลประทานทางการเงิน”
ชาวบ้านไม่ต้องรอคอยคาร์บอนเครดิตออกในปีที่ 4 แต่ได้รับรายได้ตั้งแต่วันแรก ผ่านกลไก 300 บาทต่อไร่ต่อปี เพื่อเป็นแรงจูงใจในการดูแลป่า

เมื่อโครงการผ่านการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว จะมีการจ่ายเพิ่ม 300 บาทต่อตันคาร์บอน ที่สามารถขายได้ ซึ่งเป็นรายได้เสริมให้ชุมชนโดยตรง
กลไกโปร่งใส–ตรวจสอบได้
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงให้ความสำคัญกับความโปร่งใสทุกขั้นตอน ทั้งการใช้เงิน การดูแลป่า และการสร้างคาร์บอนเครดิต
• มีการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก (Third-Party Audit) เช่น สภาวิชาชีพบัญชี และบริษัทตรวจสอบอิสระ พื่อตรวจสอบการใช้เงินในชุมชนทุกบาทอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้จ่ายตรงวัตถุประสงค์ มีเอกสารครบถ้วน และถูกต้องโปร่งใส
• ภาคเอกชนผู้ร่วมโครงการสามารถเข้าตรวจพื้นที่ได้ตลอดเวลา
• การใช้เงินในชุมชนต้องผ่าน “ประชาคม” อย่างน้อย 70% ของคนในชุมชน เพื่อจัดสรรเข้าสู่การใช้งานใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. กองทุนดูแลป่า: เพื่อให้ป่าไม่หายไป และมีสภาพดีขึ้น เช่น การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการปลูกป่าเสริม 2. กองทุนพัฒนาชุมชน/อาชีพ: ใช้ในการพัฒนาคน จัดการธุรกิจชุมชน
โดยห้ามนำไปใช้เพื่อการเมืองหรือประโยชน์ส่วนตัว
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน เช่น ชุมชนบ้านแม่หลวงศิริวรรณ ศรีเงิน ประธานป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง อ.เชียงดาว สามารถสะสมเงินกว่า 790,000 บาทใน 3 ปี และนำไปใช้พัฒนาป่าและสร้างอาชีพในท้องถิ่น ซึ่งเงินส่วนใหญ่ลงคะแนนให้อยู่ใน กองทุนดูแลป่า และมีเงินประมาณ 150,000 บาท สำหรับกองทุนอาชีพ

นอกจากนี้ ด้วยการทำงานเป็นระบบรอบด้าน ทำให้สามารถลดไฟป่าในพื้นที่ลงได้ จาก 22% เหลือเพียง 5%
ความร่วมมือ 3 ฝ่าย: ภาครัฐ–เอกชน–ชุมชน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงทุกภาคส่วน
• ชุมชน: ได้รับคำปรึกษาและความรู้ทางเทคนิคเพื่อขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตกับ อบก.
• เอกชน: เน้นองค์กรที่ “ทำจริง” ไม่ใช่ Greenwashing โดยผู้บริหารระดับสูงต้องลงพื้นที่เอง
• ภาครัฐ: ทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ส่วนการคัดเลือกชุมชนเข้าร่วม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมีเกณฑ์การประเมินความเข้มแข็งของชุมชนอย่างเข้มข้น ก่อนการเข้าร่วมโครงการ อาทิ :
- ความเข้มแข็งของคณะกรรมการ: ต้องตรวจสอบว่าคณะกรรมการ (15 คน) มีการตั้งสถานการณ์จริงหรือไม่
- การมีส่วนร่วม: ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของเยาวชนและสตรี โดยดูว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ได้เป็นผู้ตอบคนเดียว
- ความยั่งยืนของโครงการ: การให้ “เด็ก” หรือ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการป่าชุมชน มีความสำคัญต่อความต่อเนื่องของงาน (10–20 ปี) เมื่อคนรุ่นเก่าวางมือ
- การส่งเสริมสตรี (Empowerment): ดูว่าสตรีมีสิทธิในการตัดสินใจที่เท่าเทียมกันหรือไม่ แม้ว่าในหลายกรณี กรรมการอาจเป็นผู้ชาย แต่การจัดการหลังบ้านก็มักจะมาจากการสั่งการของภรรยา

ความท้าทายด้านประชากร ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนขณะนี้ คือ เมื่อมีผู้สูงอายุมาก การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงเทคนิค เช่น การเก็บข้อมูล (data key, Excel) และการคีย์คอมพิวเตอร์ จะช้าลง นอกจากนี้ ยังต้องเร่ง แก้ไขปัญหาอาชีพ โจทย์ใหญ่คือการสร้างอาชีพใหม่ ๆ ในชุมชน เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาทำงาน (ปัจจุบันคนกลุ่มอายุ 21–35 ปี มักเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
ขยายผลสู่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” และป่าชายเลน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมองว่า “คุณค่าของป่าไม่ได้อยู่แค่คาร์บอน” จึงเตรียมขยายสู่การสร้าง Biodiversity Credit โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเตรียมเปิด โครงการป่าชายเลนต้นแบบที่จังหวัดตรัง ซึ่งมีศักยภาพดูดซับคาร์บอนสูงกว่า 4–9 ตันต่อไร่ต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด Regenerative Agriculture (RegAg) หรือ “เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช” เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศควบคู่กับเศรษฐกิจฐานชุมชน

เป้าหมายสู่อนาคต: 1 ล้านไร่ภายในปี 2030
ในอีก 5 ปีข้างหน้า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ตั้งเป้าขยายพื้นที่ Nature-Based Solution (NBS) ให้ครอบคลุม 1 ล้านไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาป่าชุมชนทั่วประเทศ และช่วยประชาชนกว่า 700,000 คน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว
“เราต้องการให้ป่าชุมชนของไทยไม่ใช่แค่แหล่งดูดคาร์บอน แต่เป็นแหล่งรายได้ แหล่งเรียนรู้ และแหล่งอนาคตของคนไทย”
— ตัวแทนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าว


