กว่า 7–8 ปีที่ผ่านมา ผู้นำธุรกิจรุ่นปัจจุบันของกลุ่มเซ็นทรัลได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น เราดูแลสังคมดีพอหรือยัง?” คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนรากเหง้า แนวคิด และบทเรียนจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนพัฒนาเป็นโมเดลความยั่งยืนที่ชัดเจน วัดผลได้ และขยายผลได้ทั่วประเทศ
รากฐานจากครอบครัว: มานะ อดทน ซื่อสัตย์ และนวัตกรรม
การเติบโตไม่ได้มาจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “วิธีคิด” ตั้งแต่การเปิดร้านหนังสือนำเข้านิตยสาร Time, Newsweek, Vogue ตอบโจทย์ชาวต่างชาติในไทย ก้าวต่อสู่ความกล้า ในการขอสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ระดับโลก

จนกระทั่ง เปิดตัวห้างแรกที่ “ไม่ต่อราคา” เพื่อความโปร่งใส
สร้างกิจกรรมสัปดาห์สินค้าอเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า ธุรกิจขยายสู่ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น Central Retail Corporation และ Central Pattana ปัจจุบันมีพื้นที่ค้าปลีกกว่า 7 ล้านตารางเมตร พนักงานกว่าแสนคน และยอดขายรวมระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี

กลยุทธ์ Luxury ระดับโลก: พลิกอำนาจต่อรอง
กลุ่มเซ็นทรัลขยายพอร์ต Luxury ในยุโรป ผ่านการถือครองห้างเก่าแก่ เช่น KaDeWe และ La Rinascente
เมื่อรวมพอร์ต Luxury เข้าด้วยกัน อำนาจต่อรองกับแบรนด์ระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บางแบรนด์มียอดขายผ่านเครือข่ายนี้ถึง 5–15% ของยอดขายทั่วโลก กลยุทธ์นี้สะท้อนการคิดแบบ Ecosystem มากกว่าการแข่งขันแบบรายเดียว
เปลี่ยน CSR เป็น CSV: จาก “ให้ปลา” สู่ “สอนจับปลา”
“เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น เราดูแลสังคมดีพอหรือยัง?” คำถามนี้ยังคงอยู่ในหัวของผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลมาตลอด ที่ผ่านมา พิชัย เล่าว่า เมื่อก่อนแต่ละบิซิเนสยูนิทต่างคนต่างทำ พอเรียกมาคุยแล้วมีกว่า 4,000 โปรเจกต์ ทุกคนชอบคิดโปรเจกต์ขึ้นมา แต่ว่ามันทำประเดี๋ยวประด๋าว มันไม่ต่อเนื่อง

ตอนนั้นคุณทศตั้งชื่อ “Centrality” เป็นศูนย์รวมให้เราคิดถึงชุมชน Stakeholder ทั้งหมด สิ่งแวดล้อม แล้วก็ช่วยฝั่งภาครัฐด้วย ผู้ว่าฯ เทศบาล ช่วยกันทำงาน ต้องมีการ Synergy ทุกภาคส่วน
พิขัย ยกตัวอย่างของ บัตร The One ที่ทำสมาชิกได้ 1 ล้าน หลังจากนั้นก็ไม่ขยับอีก จนให้แต่ละส่วนคิด แล้วมาเสนอ ไม่ถึงปีกลายเป็นขับเคลื่อนเร็วมาก สมาชิกรายวันเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน The 1 มีสมาชิกกว่า 23 ล้านราย และขยายสู่เวียดนาม–ยุโรป และยังกลายเป็นการละลายพฤติกรรม สมัยก่อนจะต่างคนต่างทำ ไม่คุยกัน แต่พอเริ่มมาเข้าคุยกัน ทีมงานเริ่มรู้แล้วว่ามันได้การเปลี่ยนแปลง ได้การ Synergy มันแข็งแรงมากกว่า และยังได้ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่มีความชำนาญเรื่อง Sustainability มาให้ความรู้
แพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือสร้าง Synergy ระหว่างทุก Business Unit พร้อมขับเคลื่อนโครงการสังคมกว่า 4,000 โปรเจกต์สู่ทิศทางเดียวกัน

ความคิดในการตอบแทนคืนกลับสู่สังคมเริ่มเปลี่ยน หันไปดูที่ความต้องการของสังคมเป็นหลัก แล้วนำความเชี่ยวชาญขององค์กร ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ มาผสานเข้าด้วยกัน เริ่มแรกลองผิดลองถูกเรียนรู้ไปเรื่อย ทำไปก่อน เพราะมันเป็นสิ่งที่ดี ลูกค้าได้บริโภคสิ่งที่เป็นปลอดสารพิษ สิ่งที่มีคุณภาพ
ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลย้ำว่า เรื่อง CSR (Corporate Social Responsibility) ไม่ได้ผิด CSR นี่ก็คือ เวลาเรามีเงิน เราก็ไปบริจาค หรือไปช่วยเขา แต่ CSV (Creating Shared Value) มันก็คือ การแชร์ knowledge ที่เรารู้ คือเป็นการสอน ให้กับชาวบ้าน พูดง่ายๆ ว่า CSR ว่า CSR ก็คือ หาปลามาให้กิน แต่ CSV ก็คือ สอนหใ้เขาจับปปลากินเอง

หัวใจใหม่ขององค์กรคือแนวคิด CSV (Creating Shared Value)
CSR = บริจาคหรือช่วยเหลือ
CSV = ถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งระยะยาว
ภายใต้แนวคิด “Centrality” มุ่งดูแล Stakeholder รอบด้าน ได้แก่ คนและการศึกษา อาชีพมั่นคง สิ่งแวดล้อมและเกษตรยั่งยืน วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวชุมชน และได้พัฒนาต่อเนื่องภายใต้กรอบการทำงานของ “เซ็นทรัล ทำ” โดย กลุ่มเซ็นทรัล ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 พร้อมยกระดับสู่การพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) ที่ผสาน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้าง “คุณค่าร่วม” ที่ยั่งยืนในระยะยาว
พัฒนาชุมชนแบบองค์รวม
การดำเนินงานของ “เซ็นทรัล ทำ” ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงตัวเลขความสำเร็จในแต่ละมิติ หากยังแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการเพื่อพัฒนารอบด้าน และในปี 2569 โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน ได้แก่

- พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ : บูรณาการการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งหลักสูตร STEM ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน อาชีวศึกษา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการพัฒนา “โค้ชครู” และการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตให้เด็กและเยาวชนพร้อมขยายโอกาสการมีงานทำและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมเพื่อบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร สร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาว
- พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน : ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนในการแข่งขันทางการตลาด สนับสนุนการเข้าถึงช่องทาง Modern Trade และการขยายตลาดใหม่ โดยมุ่งพัฒนาอาคารและสถานที่ผลิตที่ตอบโจทย์คุณภาพ ความปลอดภัย และความต้องการของตลาดในระยะยาว
- ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ : ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในเชิงองค์รวม ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพด้านอาชีพ รายได้ และการบริหารจัดการชุมชน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ลดการพึ่งพิง และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว
- เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแบรนด์สู่สากล : พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีอัตลักษณ์ โดดเด่น และได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับใน ระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชุมชน
- ศูนย์การเรียนรู้ และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค : ผลักดันให้ชุมชนต้นแบบสามารถเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน รองรับการอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อขยายผลการพัฒนาไปยังทุกภูมิภาคอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
- ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน : ต่อยอดศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไทย ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว
- มุ่งสู่ชุมชนยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ : ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนจากทุกกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่การเกษตรคาร์บอนต่ำด้วยแนวคิดไบโอชาร์ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
- การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่ ZERO WASTE : พัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อลดปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มธุรกิจ พนักงาน และชุมชน ในการคัดแยก ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล มุ่งสู่เป้าหมาย ZERO WASTE อย่างเป็นรูปธรรมอ
ตัวอย่างความสำเร็จ: โรงเรียน–เกษตร–ชุมชน
1) โรงเรียน 200+ แห่ง นักเรียนกว่า 60,000 คน
- ส่งเสริมเกษตรปลอดสาร
- แยกขยะสร้างรายได้เดือนละ 2,000–3,000 บาทต่อโรงเรียน
- บูรณาการ STEM ภาษาอังกฤษ จีน และคุณธรรม
- กรณี “ข้าวไร่ดอกข่า” จากโรงเรียนบ้านปากแดด จ.พังงา ถูกพัฒนาเป็นเมนูในร้านอาหารเครือ สร้างตลาดใหม่ให้ชุมชน
2) คนพิการมีอาชีพมั่นคง
- จากกลุ่มจักสานเล็ก ๆ สู่รายได้รวมปีละกว่า 20 ล้านบาท
- รายได้เฉลี่ย 30,000–50,000 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมศูนย์เรียนรู้ครบวงจร

3) เกษตรอินทรีย์และ Biodiversity
- ตั้งเป้า 100% ปลอดสารในบางตำบล
- ผลักดัน Circularity: Food Waste, Plastic Waste, Renewable Energy
- ติดตั้ง Solar Rooftop หลายสาขาทั่วประเทศ
ผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะมาก ทุกครั้งก็ต้องลงพื้นที่ลงนะ ส่วนมากถ้าเป็นคนอื่นเขาก็จะ สั่งงานจาก Head Office แต่มันพอไม่ ไม่ ไม่มาลงเอง ผมจะมองไม่ออกว่าผมต้องทำอะไร กับพื้นที่นี้ ตอนนี้ ที่สิ่งที่เราทำมี 4 เสา เรื่องคน คือการศึกษาความเป็นอยู่ของชุมชน เรื่องอาชีพมั่นคง พัฒนาชุมชน คือสองอันนี้คุณปู่ คุณลุง คุณพ่อทำมาตลอด และได้สิ่งแวดล้อมด้วย ก็พยายามคิดอะไรที่ทำอย่างหนึ่งให้ได้มันได้หลายๆ อย่าง และสุดท้าย คือรักษาวัฒนธรรม อะไรวัดสวยๆ ก็เก็บไว้ และทำเป็นที่ท่องเที่ยว เพราะถ้าเป็นที่ท่องเที่ยวได้ เงินมันสะพัดทั้งหมดเลย
ก้าวต่อไป: วัดผลด้วยมาตรฐานโลก
การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และการประเมินตามเกณฑ์ความยั่งยืนระดับโลก ทำให้ต้องยกระดับมาตรฐานด้าน
- Circular Economy
- Clean Energy & Green Logistics
- Sustainable Agriculture & Biodiversity
ตอนนี้ food waste กับ renewable energy คือสิ่งกลุ่มเซ็นทรัลกำลังไล่ทำอย่างเข้มข้น เช่น ทุกศูนย์ของ Central ติดตั้งโซล่าเซลหมดแล้ว ส่วนของเกษตรกร ก็เริ่มไล่ทำเช่นกัน
สิ่งที่ พิชัย ย้ำคือ โปรเจคการทำเพื่อสังคม จะเป็นการทำต่อเนื่องระยะยาว คิดให้จบตั้งเริ่มต้นจนถึงปลายทาง มีการวางแผนต่อเนื่อง จะเป็นอย่างไร จะขยายไปได้อย่างไร
เป้าหมายชัดเจน: “ทำระยะยาว ทำให้จบ และขยายผลได้” นี่คือแนวคิดที่เป็น Strategy สู่การเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลและสังคมอย่างยั่งยืน

